เรื่องเล่าด่านรันตู ประจำวันที่ 11 มกราคม 2564

เรื่องเล่าด่านรันตู ประจำวันที่ 11 มกราคม 2564

12 ม.ค. 2564

35 view

เช้านี้ มีผู้ลงทะเบียนกลับไทยวันที่ ๑๑ ม.ค. ๖๔ จำนวน ๒๑ คน
วันที่ ๑๐ ม.ค. มีสถิติน้อยกว่าเมื่อวานเล็กน้อย โดยมียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ๒,๔๓๓ คน อยู่ในรัฐกลันตัน ๑๐๓ คน รัฐตรังกานู ๒๙ คน และมีผู้ติดเชื้อสะสม ๑๓๕,๙๙๒ คน ผู้เสียชีวิตสะสม ๕๕๑ คน (เพิ่มขึ้น ๙ คน) (สถิติข้อมูลการระบาดโควิด รูป ๑)
เหตุการณ์ม็อบบุกรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อต้นปีนี้ เพื่อขัดขวางการรับรองโจ ไบเดน ให้เป็น ปธน. คนที่ ๔๖ ทำให้ ปท. ทั่วโลกตะลึงไปตามๆ กันว่า เกิดใน ปท. มหาอำนาจของโลกที่ถูกยกเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงได้อย่างไร (บัญชีทรัมป์ที่ถูกทวิตเตอร์ลบ รูป ๒)
เรื่องเล่าด่านรันตู วันนี้ขอเสนอเรื่อง “การจัดการเหตุบุกรัฐสภาของ สรอ.” ตามที่ นสพ. ผู้จัดการออนไลน์
ฉบับวันที่ ๑๑ ม.ค. ๖๔ พาดหัวข่าวว่า “รับกรรม! ม็อบหนุนทรัมป์โดนสืบสวน ‘ก่อการร้าย’ เหตุบุกรัฐสภา ผวาป่วนซ้ำพิธีสาบานตน “โจ ไบเดน” (ม็อบหน้ารัฐสภา รูป ๓)
มีการเปิดสืบสวนคดีก่อการร้ายภายในประเทศแล้วอย่างน้อย ๒๕ คดี ผลจากเมื่อวันที่ ๖ ม.ค. เกิดเหตุบรรดาผู้สนับสนุน ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ บุกจู่โจมนองเลือดอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ โดย Ryan McCarthy รมต. ทบวงกองทัพบก แจ้งกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตรายหนึ่งในวันที่ ๑๐ ม.ค. พร้อมแสดงความกังวลว่า อาจเกิดสถานการณ์ความวุ่นวายซ้ำรอยในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของ โจ ไบเดน (การบุกเข้าไปอาคารสภา รูป ๔-๖)
นอกจากนี้ ก. ยุติธรรมเปิดเผยว่า มีชายอีก ๒ คนถูกจับกุมเพิ่มเติม ในความเกี่ยวข้องกับเหตุจลาจลเมื่อวันที่ ๖ ม.ค. หลังจากก่อนหน้านี้ นสพ. USA Today รายงานในวันที่ ๙ ม.ค. ว่า ก. ยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ดำเนินคดีทาง กม. กับกลุ่มผู้ประท้วงม็อบทรัมป์บุกสภาสหรัฐฯ ไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๕๕ คน โดยในจำนวนนี้รวมผู้ต้องหาที่มีระเบิดเพลิง ค็อกเทลและปืนพกพร้อมโหลดกระสุนแล้ว และได้ข่มขู่ประธานสภาคองเกรสสหรัฐฯ Nancy Pelosi
Jason Crow สมาชิกคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า McCarthy ได้บอกกับเขาเรื่องทางเพนตากอนทราบมาว่า “มีความเป็นไปได้เกี่ยวกับภัยคุกคามของพวกอยากก่อการร้าย” ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า รวมถึงพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของว่าที่ ปธน. โจ ไบเดน ในวันที่ ๒๐ ม.ค.
“ปืนยาว ระเบิดเพลิง วัตถุระเบิดและสายรัด ถูกเก็บกู้ได้ บ่งชี้ว่า เรารอดพ้นหายนะใหญ่หลวงอย่างฉิวเฉียด” Crow กล่าวระหว่างที่เขาพูดคุยทางโทรศัพท์ รับฟังรายงานสรุปจาก McCarthy
McCarthy ให้คำมั่นกับ Crow ว่า เพนตากอนจะทำงานร่วมกับ จนท. บังคับใช้ กม. ระดับท้องถิ่นและระดับ รบ. กลาง เพื่อประสานงานเตรียมการด้านความปลอดภัย หลังจากเกิดสิ่งที่เขาเรียกว่าข้อบกพร่องด้านการรายงานภัยคุกคามให้กับ จนท. บังคับใช้ กม. ก่อนเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๖ ม.ค.
ในวันที่ ๑๐ ม.ค. สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันรายที่ ๒ ออกมาเรียกร้องให้ทรัมป์ลาออกจากตำแหน่ง
โดยระบุว่า ปธน. ที่กำลังพ้นจากตำแหน่งรายนี้ อาจเผชิญกับความรับผิดชอบทางอาญา หลังบรรดาผู้สนับสนุนของทรัมป์บุกจู่โจมอาคารรัฐสภา ไม่นานหลังจาก ทรัมป์กล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานใดๆ ว่า มีการโกงผลเลือกตั้งวันที่ ๓ พ.ย. และกระตุ้นยุยงให้พวกเขา “สู้”
มีผู้เสียชีวิต ๕ รายในเหตุโจมตีดังกล่าว รวมถึง จนท. ตร. ประจำรัฐสภารายหนึ่ง และมี จนท. ตร. รัฐสภารายที่ ๒ จากเหตุโจมตี เสียชีวิตนอกราชการในเวลาต่อมา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุอย่างเป็นทางการ
Crow แสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานข่าวที่ระบุว่า มีสมาชิกทหารประจำการและกำลังพลสำรอง เกี่ยวข้องกับเหตุจู่โจมรัฐสภาในครั้งนี้ด้วย และเรียกร้อง McCarthy ให้เร่งการสืบสวนและดำเนินคดีในศาลทหาร พร้อมให้รับประกันว่า จะไม่มีทหารรายใด ที่ถูกส่งเข้าประจำการในวันที่ ๒๐ ม.ค. เข้าข้างกับพวกนักรบภายในประเทศ โดย Crow เผยว่าทาง McCarthy เห็นด้วยที่ต้องมีมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติมในเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้ วันที่ ๙ ม.ค. ทวิตเตอร์ดำเนินการลบบัญชีทวิตเตอร์ @realDonaldTrump ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน. สหรัฐฯ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า ๘๘.๙ ล้านคน แบบถาวร ด้วยสาเหตุที่ว่าละเมิดกฎเกณฑ์ของทวิตเตอร์อีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทวิตเตอร์เคยแบนมิให้ทรัมป์ใช้บัญชีนี้เป็นเวลา ๑๒ ชม. หลังจากปลุกปั่นผู้สนับสนุนให้ก่อจลาจลที่สภาคองเกรสจนทำให้มีผู้เสียชีวิต ๕ คน โดยชี้ว่า ละเมิดกฎเกณฑ์ซ้ำ
ทวิตเตอร์ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการพิจารณาเนื้อหาการทวีตของ @realDonaldTrump อย่างละเอียด และบริบทของสิ่งที่เกิดขึ้นจากทวีตดังกล่าว (บัญชีของทรัมป์ที่ถูกลบ รูป ๕)
การลบบัญชีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ทรัมป์ ได้ทวีตข้อความจำนวนหลายข้อความในวันที่ ๖ ม.ค. โดยยกย่องกลุ่มผู้ชุมนุมที่บุกเข้าไปในรัฐสภาสหรัฐฯ ว่าเป็น “ผู้รักชาติ (patriots)”
เหตุการณ์การจลาจลที่รัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ ๖ ม.ค. เกิดจากการที่ทรัมป์ได้ปลุกระดมกลุ่มคนที่สนับสนุนตนเองให้บุกเข้าไปที่รัฐสภาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างการประชุมพิจารณาของสภาคองเกรสรับรองชัยชนะในการเลือกตั้ง ปธน. ของนายโจ ไบเดน ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๕ คน และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
และก่อนหน้านั้น ในวันที่ ๗ ม.ค. เฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ เพิ่งประกาศระงับบัญชีเฟซบุ๊กของนายทรัมป์อย่างไม่มีกำหนดเช่นกัน (ประกาศ FBI รูป ๗)
นี่คือ รายงานสถานการณ์ของสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์บุกรัฐสภา คงต้องติดตามว่า จะเกิดเหตุในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของโจ ไบเดน หรือไม่ ที่น่าสังเกตคือ อิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อการเมืองในโลกยุคปัจจุบัน เป็นเสมือน “ดาบสองคม” ซึ่งหากใช้ในทางที่ผิด อาจ “บาดตัวเอง” หรือสร้าง “แผลที่ยากสมาน” ในสังคมได้เช่นกัน

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ